ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

ส.อ.ท.แตก 3 ก๊กชิงเก้าอี้ประธาน

วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11512 มติชนรายวัน


ส.อ.ท.แตก 3 ก๊กชิงเก้าอี้ประธาน


"สันติ"ล็อบบี้ปตท.หนุน"พยุงศักดิ์"



นาย ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ทางกลุ่มซึ่งมีสมาชิกจำนวน 200 บริษัท จะจัดประชุมในวันที่ 16 กันยายน เพื่อหารือการส่งบุคคลลงสมัครตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2553-2555 และจะมีการแถลงเปิดตัวผู้ลงสมัครภายหลังการประชุม ซึ่งในเบื้องต้นทางกลุ่มจะสนับสนุนนายสุรพร สิมะกุลธร กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน) และประธานกิตติมศักดิ์ของกลุ่ม ลงแข่งขันสมัครที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2553

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท.กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สนใจลงสมัครประธาน ส.อ.ท.3 กลุ่ม คือ
1.นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธาน ส.อ.ท. และกรรมการรองผู้จัดการบริษัท สยามยูไนเต็ด สตีล จำกัด มีนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท.เป็นผู้ผลักดัน
2.นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานกรรมการบริหารอาวุโสบริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด มีนางมนูญศรี โชติเทวัญ รองประธาน ส.อ.ท.และประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท สหฟาร์ม จำกัด เป็นผู้ผลักดัน และ
3.นายสุรพร
ส่งผลให้คะแนนเสียงต้องแตกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งมีการประเมินกันว่าหากกลุ่มนายอดิศักดิ์และนายสุรพรรวมกลุ่มกันได้ จะส่งผลต่อคะแนนเสียงของนายพยุงศักดิ์

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบัน ส.อ.ท.มีสมาชิกประมาณ 6,000 บริษัท โดยมีสิทธิออกเสียงเพียง 4,000 บริษัท เพราะเป็นบริษัทที่ชำระเงินสมาชิกต่อเนื่อง 2 ปี ซึ่งขณะนี้กลุ่มนายพยุงศักดิ์มีคะแนนเสียงสนับสนุนประมาณ 1,200 เสียง จากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดในภาคเหนือ ใต้ และตะวันออก ส่วนกลุ่มนายอดิศักดิ์ได้เสียงสนับสนุนจากภาคกลาง โดยที่ผ่านมานางมนูญศรีผลักดันให้โรงงานอาหารสัตว์ สุกร และปุ๋ย ประเมินว่าจะได้คะแนนเสียงจากส่วนดังกล่าว 700-800 เสียง และนายอดิศักดิ์ยังได้เสียงสนับสนุนจากบริษัทในเครือฮอนด้า

ขณะที่ นายสุรพรได้การสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองในกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งใช้ความพยายามให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานกับโรงงานในภาคตะวันออกเฉียง เหนือลงคะแนนสนับสนุน ซึ่งมีจะเสียงประมาณ 450 คะแนน

แหล่งข่าวกล่าว ว่า เสียงที่แตกของเป็น 3 กลุ่มดังกล่าว ทำให้นายสันติเดินเรื่องประสานไปยังนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มารับตำแหน่งรองประธาน ส.อ.ท.เพื่อควบคุมเสียงของบริษัทในเครือ ปตท. ประมาณ 100 เสียง ให้มาสนับสนุนนายพยุงศักดิ์ทั้งหมด


หน้า 17

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

บินไทยทุ่ม 80 ล้านจ้างที่ปรึกษา "ปิยะสวัสดิ์"เริ่มงานชิ้นใหญ่ พ.ย.นี้

บินไทยทุ่ม 80 ล้านจ้างที่ปรึกษา "ปิยะสวัสดิ์"เริ่มงานชิ้นใหญ่ พ.ย.นี้
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กันยายน 2552 08:22 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บอร์ดทีจี ไฟเขียวจ้างที่ปรึกษาวางแผน เร่งปรับโครงสร้างภายใน 6 เดือน ยอมจ่าย 80 ล้านบาท พร้อมใส่พานรอ "ปิยะสวัสดิ์" นั่งร่วมโต๊ะถกปัญหารอบใหญ่ พ.ย.นี้
       
       นายอำพน กิตติอำพน เลขา ธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บอร์ดได้อนุมัติงบ 80 ล้านบาท เพื่อว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อปรับโครงสร้างฐานะทางการเงินใน ระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
       
       "การจ้างที่ปรึกษาฯ ก็เพื่อศึกษาแผนปรับโครงสร้างบริษัททั้งหมด และด้านการเงิน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำทีโออาร์และคัดเลือกได้ในสิ้นเดือนกันยายน 2552 นี้ พร้อมทั้งเห็นชอบจัดตั้งฝ่ายกลยุทธ์และแผน (DY) เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์และดูแลทรัพย์สินของบริษัทด้วย"
       
       ทั้งนี้ ฝ่ายกลยุทธ์จะต้องวางยุทธศาสตร์ของบริษัทเพื่อสร้างรายได้ และเพิ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ อาทิ ธุรกิจด้านซ่อมบำรุงเครื่องบินนอกเหนือจากเครื่องบินของบริษัท ซึ่งการบินไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงในภูมิภาค และการหาพันธมิตรเข้าร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยี
       
       "หลังจาก นายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ เริ่มทำงานแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้ บอร์ดจะประชุมเพื่อพิจารณาแผนยุทธศาสตร์บริษัททั้งหมด ซึ่งจะพิจารณาทั้งจากที่ปรึกษาจากฝ่ายกลยุทธ์ โดยคาดว่าจะวางแผนปฏิบัติการแล้วเสร็จในอีก 6 เดือน"
       
       นอกจากนี้ บอร์ดยังเห็นชอบการปรับโครงสร้างหนี้ จากระยะสั้นเป็นระยะยาว ส่วนที่เหลือวงเงิน 10,000 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมด 28,000 ล้านบาท โดยมี 2 ธนาคารเข้าดำเนินการ ซึ่งจากดำเนินการตามแผนฟื้นฟูทำให้สถานะการเงินปี 2552 ของบริษัทมีความมั่นคง มีสภาพคล่องใช้คืนเงินต้น ดอกเบี้ย และจ่ายค่าเครื่องบินได้
       
       นอกจากนี้ บอร์ดยังมีแนวคิดตั้งบริษัทลิสซิง เพื่อวางแผนการจัดหาเครื่องบินให้กับการบินไทย จากเดิมที่ว่าจ้างบริษัทภายนอก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการจัดซื้อ รวมทั้งบริหารเครื่องบินให้มีอายุการใช้งานสั้นลง เฉลี่ยที่ 14 ปี จากเดิมเฉลี่ย 20 ปี
       
       สำหรับอัตราที่นั่งในแต่ละเส้นทางพบว่าปรับตัวสูงขึ้น โดยเดือนนี้เส้นทางจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เพิ่มเฉลี่ย 70% เส้นทางยุโรป เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 78% เทียบจากเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2552 ที่ลดลงกว่า 60% จึงเชื่อว่าไตรมาส 3 จะมีกำไรเป็นบวกก่อนหักภาษี

http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000106045


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
kb
http://camp02.blogspot.com/ camp02
http://kb1951.blogspot.com/ park
http://kbparks.blogspot.com/ kbpark
http://word1951.blogspot.com/ wordpress
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นิรโทษฯ"เหลือง-แดง" วาระซ่อนเร้น "ภท." ราดน้ำมันบนกองไฟ


วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11486 มติชนรายวัน


นิรโทษฯ"เหลือง-แดง" วาระซ่อนเร้น "ภท." ราดน้ำมันบนกองไฟ





ชัดเจนแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมทางการเมืองของประชาชนระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 และระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึงวันที่ 14 เมษายน 2552 พ.ศ. .... ของพรรคภูมิใจไทย

ที่มีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวขบวน ยื่นต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร บิดาของนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีแห่งภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

เข้าลักษณะ"ชงเอง กินเอง"นั้น

ไม่ได้สร้างความสมานฉันท์ตามความมุ่งหวังของร่างกฎหมาย

เพราะ"ตัวละคร"ในเหตุการณ์ ทั้ง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ตั้งท่าคัดค้านตั้งแต่เริ่มแรก

แกนนำ นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ไม่เอาด้วย

เพราะไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย กลัวว่าจะมีวาระซ่อนเร้น "ยืนยันว่าคดีของคนเสื้อแดงจะเอามาแลกกับคดีของคนเสื้อเหลืองไม่ได้ เพราะความผิดมันแตกต่างกัน กลุ่มคนเสื้อเหลืองมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตจากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ขณะที่คนเสื้อแดงมีโทษเล็กน้อยจากการปิดถนนเท่านั้น"

ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่ม พธม. มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้

ความเห็นนายสุริยะใสน่าสนใจยิ่ง

"เป็นการเอาเรื่องความสมานฉันท์และความขัดแย้งของประชาชนมาเป็นข้ออ้างเท่านั้น และลึกๆ แล้วหวังนิรโทษกรรมให้กับข้าราชการประจำระดับสูงที่อิงแอบกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะนายตำรวจใหญ่ที่กำลังจะต้องรับผิดชอบในคดี 7 ตุลาคม 2551"

เมื่อตรวจสอบข่าวสารวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา มีสถานการณ์ที่ชวนให้สงสัยว่าสอดคล้องกับความเห็นนายสุริยะใสหรือไม่

กรณีที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เดินทางมาชี้แจงข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช.ในคดีสลายม็อบ พมธ.เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา

เนื่องจากมติ ป.ป.ช.ให้แจ้งข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง และความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพิ่มเติม

จากมูลเหตุที่พบว่า มีคำสั่งเรื่องอำนาจการสั่งเคลื่อนกำลังพลในการดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม

ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะต้องเป็นอำนาจการสั่งการของ ผบ.ตร.เพียงคนเดียวเท่านั้น

จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ พล.ต.อ.พัชรวาทต้องงัดพยานหลักฐานมาหักล้าง"ปม"นี้ให้ได้

ผลของคดีนี้จึงสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตข้าราชการตำรวจของ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ยังมีคนคิดไกลไปกว่านั้นว่า จะมีการ"รุก"ต่อ เข้าทำนองได้คืบจะเอาศอก

คือ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา จะมีการไต่ระดับไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับบรรดานักการเมืองที่ถูกดำเนินคดีต่างๆ อยู่ในขณะนี้ด้วย

และถ้าทบทวนกันให้ดีๆ จะเห็นว่า หลายพฤติกรรมของพรรคคนเสื้อสีน้ำเงินที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ ยังขัดแย้งกับการส่งเสริมบรรยากาศสมานฉันท์ในสังคม

โดยเฉพาะการสั่งข้าราชการกระทรวงมหาดไทยภายใต้ร่มเงาของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งโต๊ะรับลงชื่อคัดค้าน และถอนชื่อ การถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนากรัฐมนตรี

ที่ได้ขยับเป้าจาก 10 ล้านรายชื่อ เป็น 20 คนล้านรายชื่อแล้ว

ถือเป็นการดิสเครดิต สมาชิกเสื้อแดง

ตอกลิ่มสงครามระหว่างสีเสื้อให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ดังนั้น จู่ๆ เมื่อภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้จึงสร้างความกังขาแก่คนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยทันที ว่างานนี้ต้องมีอะไรแอบแฝง

ยิ่งบรรดานักกฎหมายทั้งหลาย ต่างกังวลว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะยิ่งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ โดยเฉพาะศาลยุติธรรม

และสร้างแบบอย่างไม่ดีให้กับคนผิด เพราะเมื่อทำผิดแล้วก็มาออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองหรือพวกพ้อง

ถ้าพลพรรคภูมิใจไทยยังขืนดันทุรังผลักดันต่อไป เท่ากับราดน้ำมันลงไปในเปลวเพลิงแห่งความขัดแย้งในสังคมขณะนี้

เห็นรำไรแล้วว่า ร่างกฎหมายนี้น่าจะแท้งแน่

หน้า 3

โจทย์ใหม่กับการลดการแบ่งขั้ว

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:30:13 น.  มติชนออนไลน์
 


โจทย์ใหม่กับการลดการแบ่งขั้ว

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามจากฝ่ายต่างๆที่จะตั้งโจทย์และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นในทางการเมืองและสังคม  แต่ส่วนใหญ่มักตั้งโจทย์แคบๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา  การออกกฎหมายนิรโทษกรรมฯลฯ ซึ่งข้อเสนอต่างๆเน้นไปที่ผลประโยชน์ของนักการเมืองเป็นหลัก


เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัย(สกว.)มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ที่ดีอาร์ไอ)ทำวิจัยในหัวข้อ"การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง"ซึ่งข้อเสนอการวิจัยดังกล่าวได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจ จึงขอสรุปแนวคิดที่ปรากฎอยู่ในเอกสารดังกล่าวนำเสนอโดยสังเขป


ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ


ในด้านหนึ่งเศรษฐกิจผูกขาด เช่น ระบบสัมปทานต่างๆ ซึ่งอิงกับอำนาจรัฐ ก่อให้เกิดส่วนเกินทางเศรษฐกิจหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) มหาศาลและชักนำให้นักธุรกิจหลายกลุ่มที่มีแหล่งรายได้หลักจากสัมปทานเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และได้รับชัยชนะในระบบการเลือกตั้งที่มีการใช้เงินทุนสูง


ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับที่สูง และการที่ประเทศไทยมีแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ จำนวนมาก ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ขาดสวัสดิการที่ได้รับจากการทำงาน และต้องการความช่วยเหลือจากรัฐทั้งในด้านสาธารณสุข การศึกษา การเข้าถึงสินเชื่อ ฯลฯ


ปัจจัยทั้ง2 ด้านทำให้นักการเมืองบางกลุ่ม ประสบความสำเร็จในทางการเมืองอย่างสูงโดยใช้ "นโยบายประชานิยม" ซื้อใจคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง


นอกจากนั้นก็อาศัยอำนาจการเมืองที่ได้จากการเลือกตั้งมาใช้ปกป้อง เพิ่มพูนผลประโยชน์ทางธุรกิจ และสร้างอำนาจผูกขาดให้ธุรกิจของพวกพ้อง ตลอดจนแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากนโยบายสาธารณะและมาตรการต่างๆ ของรัฐ ทั้งในระบบงบประมาณ และนอกระบบงบประมาณ


ปัญหาการผูกขาดและความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจจึงมีผลกระทบโดยตรง รวมถึงการใช้ "นโยบายประชานิยม" แบบขาดวินับทางการคลัง ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ทำให้ระบบประชาธิปไตยของไทยไม่สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมีเสถียรภาพ 


ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดส่วนเกินและลดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการปฏิรูปกฎกติกาและสถาบันทางการเมืองอย่างที่เคยดำเนินการมา


เอกสารได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนกลุ่มต่างๆได้ ซึ่งทำได้โดยการลดความร่ำรวยมหาศาลที่กระจุกตัวในคนกลุ่มน้อยจากการได้รับส่วนเกินทางเศรษฐกิจต่างๆควบคู่ไปกับเพิ่มรายได้และสวัสดิการสังคมให้คนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมไปสู่การให้สวัสดิการพื้นฐานตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ


อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่รุนแรงเกินไปจนก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการล้มกระดานของชนชั้นสูงที่เห็นว่า ระบบประชาธิปไตยทำให้ตนต้องเกิดความสูญเสียมากกว่าทางเลือกอื่น ซึ่งการโอนถ่ายทรัพยากรระหว่างกลุ่มคนไม่มากเกินไป เช่น ต้องไม่กระทบระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจากการถูกยึดทรัพย์ โดยไม่มีเหตุผลสมควร ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่น้อยเกินไปสำหรับคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง


นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวต้องมีความชอบธรรม เช่น ไม่ปิดโอกาสในการสร้างฐานะจากการทำงานโดยสุจริต แต่ลดโอกาสในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ขณะเดียวกัน รัฐสวัสดิการจะคงอยู่รอดได้ หากเศรษฐกิจของประเทศมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน จากการที่ภาคการผลิตมีการยกระดับผลิตภาพ (production upgrading) อย่างต่อเนื่องและการใช้จ่ายของรัฐถูกควบคุมอยู่ภายใต้กรอบทางการคลังที่โปร่งใสและมีวินัย


งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระจุกตัวของทรัพย์สินกับการกระจุกตัวของอำนาจการเมือง โดย การจัดทำแผนที่ของค่าเช่าทางเศรษฐกิจ การนำเสนอแนวนโยบายการลดหรือการควบคุมค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการจำกัดพฤติกรรมดังกล่าวที่จะเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและการเมือง


ส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจที่จะหยิบยกมาศึกษามีด้วยกัน 5 ด้านได้แก่ การผูกขาดทางเศรษฐกิจ  การแทรกแซงตลาด เช่น ตลาดสินค้าเกษตร การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง/สัมปทานของรัฐ การใช้อิทธิพลในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การปั่นหุ้นและการใช้ข้อมูลลวงในตลาดหลักทรัพย์


นอกจากนั้นจะศึกษาเรื่องมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธณรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย


อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้จะมีประโยชน์ ต้องมีการผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เกิดผลด้วย

  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1250859246&grpid=no&catid=02

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

40 ส.ว.ร้องประชาคมโลกรุมประณามพม่าสั่งจำคุก "ซูจี"

40 ส.ว.ร้องประชาคมโลกรุมประณามพม่าสั่งจำคุก “ซูจี”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 สิงหาคม 2552 14:41 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ประสาร มฤคพิทักษ์

กลุ่ม 40 ส.ว.เตรียมล่ารายชื่อ เห็นพ้องคัดค้านศาลพม่าสั่งจำคุก “ซูจี” เรียกร้องประชาคมโลกรุมประณาม ชี้รัฐบาลทหารพม่าใช้เล่ห์เหลี่ยมกีดกันเพื่อไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้ง เกรงจะได้รับชัยชนะ
       
       วันนี้ (12 ส.ค.) นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา กล่าวถึงกรณีศาลพม่าตัดสินให้นางอองซานซูจี จำคุกต่อว่า เป็นเล่ห์กลของการทหารพม่าที่ต้องการให้นางซูจี ออกจากระบบเลือกตั้ง เพราะปีหน้าพม่าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งทหารเกรงว่าเมื่อนางซูจีมาลงเลือกตั้งจะชนะ และทหารจะได้รับความพ่ายแพ้จึงทำการสกัดไว้ ซึ่งการที่ศาลพม่าสั่งจำคุก 3 ปี นางซูจี แล้วลดโทษให้เป็น1 ปีครึ่งก็ตาม การสั่งจำคุกครั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นการป้ายสีนางซูจี อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้ประชาคมโลก อาทิ UN คณะกรรมการสิทธิสหประชาชาติ และองค์กรณ์ที่เกี่ยวข้อง ให้ออกมาประณาม กดดันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคว่ำบาตรทางการทหาร เศรษฐกิจ การเมือง พม่าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คณะกรรมการสิทธิเสรีภาพของไทย ก็ต้องออกมากดดัน การจับกุมคุมขัง นางซูจีด้วย
       
       นายประสารกล่าวอีกว่า ขณะนี้กลุ่ม 40 ส.ว.ได้หารือกันแล้วเห็นว่าจะรวบรวมรายชื่อ ส.ว.เพื่อคัดค้านคำสั่งศาลของทางการพม่า คาดว่าพรุ่งจะเริ่มล่ารายชื่อได้แล้ว ซึ่งการทำอย่างนี้จะทำให้สาธารณะรับรู้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000091622


--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กมธ.กิจการสภา สผ. เตรียมดูงานอาคารรัฐสภาต่างประเทศ

 

 

 

กมธ.กิจการสภา สผ. เตรียมดูงานอาคารรัฐสภาต่างประเทศ

7 ส.ค. 52 -              ประธานคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎร เผย คณะกรรมาธิการเตรียมเดินทางไปดูงานด้านรัฐสภา ณ สาธารณรัฐอินเดีย และสาธารณรัฐเกาหลีใต้ หวัง นำข้อมูลที่ได้มาปรับใช้กับรัฐสภาของไทย พร้อมระบุขณะนี้รอเพียงคำสั่งอนุมัติการเดินทางจากประธานรัฐสภาเท่านั้น

                นายศักดา  คงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงผลการพิจารณาเพื่อเตรียมการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่า ในครั้งนี้คณะกรรมาธิการเตรียมที่จะเดินทางไปศึกษาดูงานระบบงานด้านรัฐสภาและอาคารรัฐสภา ณ ประเทศอินเดียและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ เพื่อนำข้อมูลมาปรับใช้กับรัฐสภาของไทย นอกจากนี้กรรมาธิการจะได้ใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยต่อประเทศอินเดียและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ด้วย

                ส่วนการเดินทางครั้งนี้คณะกรรมาธิการคาดหมายในเบื้องต้นว่าจะเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศอินเดียในช่วงวันที่ 28 สิงหาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน 2552 ส่วนสาธารณรัฐเกาหลีใต้เบื้องต้นกำหนดไว้ในช่วงวันที่ 11 15 กันยายน 2552 แต่ทั้งนี้คณะกรรมาธิการต้องรอหนังสือตอบรับจากกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบเรื่องการขออนุมัติเดินทางศึกษาดูงานจากนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะมีการเดินทางจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                อัญชิสา  จ่าภา         ผู้สื่อข่าว

                                                                                                                เกรียงไกร  หอมจันทร์เทศ   เรียบเรียง

 



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา สผ. จัดประชุมพิจารณารายละเอียดการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

 

 

 

กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา สผ. จัดประชุมพิจารณารายละเอียดการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

7 ส.ค. 52 -              คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา สภาผู้แทนราษฎร  จัดประชุมศึกษารายละเอียดการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอเข้าเยี่ยมชมสถานที่ราชการต่างๆ ระบุ ญี่ปุ่นตอบรับให้เข้าดูงานที่สนามฟุตบอลฯและสโมสรฟุตบอลอาชีพแล้ว

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดประชุมพิจารณาศึกษาถึงรายละเอียดเรื่อง การเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 4-8 กันยายน พ.ศ.2552 โดยที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอศึกษาดูงานที่กระทรวงการต่างประเทศ เยี่ยมชมรัฐสภาและเยี่ยมคารวะประธานรัฐสภา พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา สภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศญี่ปุ่น ส่วนการดูงานที่สนามฟุตบอลแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Football Association) และสโมสรฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น (Japan League) ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากนายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ช่วยประสานงานให้นั้นขณะนี้มีหนังสือตอบรับจากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นแล้วว่ายินดีให้การต้อนรับ โดยหลังจากนี้ กมธ.ก็จะดำเนินการขออนุมัติจากประธานรัฐสภาเพื่อเดินทางศึกษาดูงานจากประเทศดังกล่าวต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com