ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บทบาทสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสภากระจกของประเทศไทย

ข่าวประจำวัน News Clipping
หัวข้อข่าว บทบาทสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสภากระจกของประเทศไทย
ที่มา พิมพ์ไทย
เนื้อหาฉบับเต็ม
คอลัมน์:คุยสบายสไตล์
  บทบาทสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสภากระจกของประเทศไทย

          สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระภาคประชาชน ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2540  โดยพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.2543 เพื่อสะท้อนภาพทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมิใช่เป็นองค์กรเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใด
          ที่มาของสภาที่ปรึกษาฯ ประกอบด้วยสภาชิกจำนวน 99 คน ซึ่งได้รับเลือกจากบุคคลที่เป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ในภาคเศรษฐกิจ และกลุ่มในภาคสังคมฐานทรัพยากรและผู้ทรงคุณวุฒิ อำนาจหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อ คณะรัฐมนตรีในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งให้ความเห็นต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นที่กฎหมายกำหนด
          แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีความสำคัญเพราะก่อนที่รัฐบาลทุกรัฐบาลจะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องแถลงให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนและสิ่งสำคัญที่จะต้องระบุไว้ในคำแถลงนโยบายที่ทุกรัฐบาลต้องกระทำก็คือ สิ่งที่รัฐบาลต้องวางนโยบายที่สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งได้ถูกบัญญัติไว้ในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ตั้งแต่มาตรา 71-89 ซึ่งกำหนดหน้าที่ให้รัฐต้องปฏิบัติต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ต่างประเทศ เป็นต้น
          เพื่อให้บทบัญญัติในหมวด 5 แนวนโยบายแห่งรัฐ สามารถดำเนินการเพื่อให้เจตนารมณ์ตามบทบัญญัติประสบความสำเร็จรัฐธรรมนูญจึงได้มีบทบัญญัติ มาตรา 89 ขึ้นมารองรับการดำเนินการตามหมวดนี้ โดยบัญญัติไว้ว่า"เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อ คณะรัฐมนตรี ในประเด็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ต้องให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้ องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ"
          สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงเป็นองค์กรที่สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในทางการเมือง (Political Participation) ของประชาชน ถึงแม้ว่าหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯจะมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ในการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ตาม แต่ก็ทำหน้าเป็น"เสมือนกระจกเงา" (Mirror) ในการสะท้อนการทำงานของรัฐบาลและเป็นสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนโดยตรง จากตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
          สิ่งที่เป็นสาระสำคัญของบทบัญญัติดังกล่าวคือ การที่รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับซึ่งมาตราดังกล่าวถือเป็นเจตนารมณ์สำคัญของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน และ สภาที่ปรึกษา ก็เป็นกลไกอันหนึ่งที่ทำให้เจตนารมณ์ดังกล่าวของรัฐธรรมนูญบรรลุผล
          การมีส่วนร่วมในทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นับเป็นตัวบ่งชี้(Indicator)หนึ่งของความเป็นประชาธิปไตย ประเทศในระบอบเผด็จการมักจะไม่เปิดโอกาสให้มีกระบวนการดังกล่าวข้างต้นเท่าใดนัก ประเทศไทยสมัยที่มีการปกครองแบบเผด็จการ โอกาสที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองมีน้อยมาก ถึงแม้มีรัฐสภาก็ไม่มีอำนาจมากพอที่คานอำนาจกับฝ่ายบริหารได้และบางครั้งก็อาจถูกแปรรูปไปเป็นเพียงสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งใช้เวลาในการร่างนานถึง10 ปี (พ.ศ.2502-2512) เช่นในสมัยรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนได้กลายเป็นส่วนเกินของระบอบการปกครองเช่นนี้พร้อมๆ กับการใช้อำนาจโดยพลการของผู้ปกครองโดยไม่มีองค์กรใดเข้ามาควบคุมดูแล
          ภายใต้สถานการณ์การคลี่คลายทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ความจำเป็นที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคสังคมในการกำหนดแนวนโยบายของรัฐเริ่มมีมากขึ้น ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม ในสมัยของพลเอกเปรมติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กรอ.) ซึ่งนับเป็นอ.โรจนศักดิแสงศิริวิไลให้โอกาสแก่ภาคสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นครั้งแรก แต่การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวก็ยังไม่เปิดโอกาสให้ส่วนอื่นๆ ของภาคสังคมที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจเช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มคนยากจนและกลุ่มอาชีพอื่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จึงนับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนยังเกิดขึ้นไม่เต็มที่ ภายใต้ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบเช่นเดียวกันภายหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2540 ซึ่งมีองค์กรอิสระภาคประชาชนที่สนองตอบต่อการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐมากมายและหนึ่งในนั้นคือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และความเป็นประชาธิปไตยจะมากขึ้นเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ ด้วยว่าจะมีประสิทธิภาพเป็นตัวแทนและเป็นปากเสียงของประชาชนในระดับรากหญ้า (Grass root) มากน้อยเพียงใดดังนั้นต้องติดตามการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาฯต่อไปว่าจะดำเนินงานที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ตั้งไว้หรือไม่.--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย


วันที่ของข่าว 01 สิงหาคม 2552
เอกสารฉบับ PDF ไม่มีข้อมูล
ผู้รับผิดชอบข้อมูล กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
โทรศัพท์  0-2612-9222#119 E-mail  -
หมายเหตุ   -
 
จำนวนผู้เข้าชม 11 ครั้ง
 


สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
128 อาคารพญาไท พลาซ่า ชั้น 27 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
หรือ ตู้ ปณ. 27 ปณฝ. ราชเทวี กรุงเทพฯ 10401 โทร. 0-2612-9222 (50 คู่สาย) โทรสาร 0-2216-5222-3
e-mail : webmaster@nesac.go.th , www.nesac.go.th    
 
 
Warning: The Image on this site are protected by digital watermark technology. Copyright © 2004 Office of the National Economic and Social Advisory Council (ONESAC). All rights reserved .Reproduction in whole or in part in any form or medium without express written permission of ONESAC is prohibited.
 
Thailand Web Stat


--
ขอเชิญอ่าน  blog.Thank you so much.
http://www.blognone.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://dbd-52.hi5.com

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

EFF งง “ไอซีที” ยืดอกเผยรัฐบล็อกเว็บ 16,944 แห่ง

EFF งง "ไอซีที" ยืดอกเผยรัฐบล็อกเว็บ 16,944 แห่ง

เมื่อ 27 .. 52 นายแดนนี่ โอ ไบรอัน (Danny O'Brien) ผู้ประสานงานนานาชาติElectronic Frontier Foundation (EFF) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์แสดงความเห็นหลังจากทราบข้อมูลล่าสุดที่ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์สุวรรณฉวีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)ออกมาเปิดเผยว่าทางกระทรวงดำเนินการกับเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสมต่างๆแล้วประมาณ16,944 URL 
โดยนายแดนนี่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกที่ รมต.ไอซีทีกล้าออกมาเปิดเผยเช่นนี้เพราะหากเปรียบกับการสร้างถนนมันก็เหมือนรัฐมนตรีออกมาพูดว่าภาครัฐได้ปิดถนนไปแล้วกี่สายแทนที่จะพูดว่ารัฐสร้างถนนเพิ่มกี่สายอันเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน
ทั้งนี้เว็บไซต์ทั้ง16,944 URL ที่ถูกดำเนินการนั้นเป็นเว็บไซต์ที่กระทบด้านความมั่นคง11,000 URL เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม5,872 URL และเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลกระทบด้านเศรษฐกิจ72 URL (ข้อมูลจากข่าวประชาสัมพันธ์ของกระทรวงไอซีทีซึ่งไม่ระบุชัดว่าการดำเนินการนั้นมีความหมายว่าอย่างไร) กระทำโดยศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตหรือInternet Security Operation Center (ISOC) ของกระทรวงไอซีทีซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด4 โครงการคือโครงการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังภัยคุกคามและการกระทำความผิดด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศโครงการพัฒนาระบบสืบสวนและพิสูจน์หลักฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศโครงการส่งเสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์.. 2550 และโครงการบูรณาการการบริหารจัดการล็อกไฟล์ตามมาตรา26 แห่ง...ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์..2550
http://www.prachatai.com/journal/2009/07/25231

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com

 
 
 
 
 




ด้วย Windows Live คุณสามารถจัดการ แก้ไข และ แบ่งปันภาพถ่ายของคุณ

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชำนาญ พรหมยงค์ บุตรชายคนโตของแช่ม พรหมยงค์ อดีตจุฬาราชมนตรี หนึ่งใน 4 คณะราษฎรที่เป็นชาวมุสลิม


ชำนาญ พรหมยงค์


--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เดินทางศึกษาดูงาน ณ เครือรัฐออสเตรเลีย วันที่ 26 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2552

 

 

 

 

กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ สผ. เตรียมเดินทางศึกษาดูงาน ณ เครือรัฐออสเตรเลีย

23 ก.ค.52 -             ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเดินทางศึกษาดูงาน ณ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและศึกษาดูงานเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการของเสียในระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม - 1 สิงหาคมนี้

                นายวารุจ ศิริวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเตรียมความพร้อมการเดินทางไปศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการ ณ เครือรัฐออสเตรเลีย ในระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2552 ว่า การเดินทางครั้งนี้คณะกรรมาธิการมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและศึกษาดูงานเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการของเสีย ณ สถาบัน WSN’s Chullora waste and Recycling Centre รัฐนิวเซาท์เวลส์และศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินงานกับสถาบัน Western treatment plant ของรัฐวิกตอเรีย อีกทั้งการเดินทางไปศึกษาดูงานที่เครือรัฐออสเตรเลียในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะมีโอกาสเยี่ยมชมสวนสัตว์ทารองก้า (Taronga Zoo) เพื่อเยี่ยมชมช้างไทยที่คลอดลูกใหม่ตามโครงการแลกเปลี่ยนกับโคอาลาซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างองค์การสวนสัตว์ไทยและออสเตรเลียด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://www.moralcenter.or.th
http://seminardd.com

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จดหมายข่าว pnn 12-18 กรกฎาคม 2552



ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
 
 
 
 
 



 




Date: Tue, 21 Jul 2009 11:00:10 +0700
To: 
From: webmaster@newspnn.com
Subject: จดหมายข่าว pnn 12-18 กรกฎาคม 2552


www.newspnn.com
ข่าวประชาสัมพันธ์
เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคเหนือ จำหน่ายเสื้อระดมทุน

ขอเชิญร่วมการประชุมสัมมนา ''การพัฒนาคลังข้อมูลชาติพันธุ์และการพัฒนา'' วันที่ 29 ก.ค. 2552 เวลา 13.00-16.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 3 คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่

เชิญร่วมเวทีสัมมนาเรื่อง ''สถานการณ์ชายแดนไทย-พม่า: จากประวัติศาสตร์อาณานิคมและความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์สู่การลงทุนของไทยและผลกระทบในพม่า'' วันที่ 23 ก.ค. 2552 เวลา 13.00-17.00 น. ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ ชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่

เชิญร่วมสัมมนา เรื่อง ''วิกฤติการเลิกจ้าง วิกฤติแรงงาน วิกฤติเศรษฐกิจการเมืองไทย'' วันที่ 14 ก.ค.2552 ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

จดหมายข่าว PNN 21 กรกฎาคม 2552
 
ทิศทางข่าวรอบสัปดาห์

รวมข่าว/บทความเด่นในรอบสัปดาห์
อนุรักษ์แม่รำพึงแถลงการณ์ นายทุนปั่วหัวชาวบ้านค้านจดทะเบียนพท.ชุ่มน้ำ [20 กรกฎาคม 2552]
ประจวบคีรีขันธ์/อนุรักษ์แม่รำพึงโวย นายทุนป่วนใช้ ซ้ายเก่า ตั้งมวลชนค้านขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุมน ...
ปัญหาสวนป่าคอนสาร มรดกบาปการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของรัฐไทย [20 กรกฎาคม 2552]
การกระทำของกรมป่าไม้ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ทำให้ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อน ไม่มีที่ดินทำก ...
คปท.แถลงหยุดป้ายสีชาวบ้าน แนะสันติวิธีคือแนวทางแก้ปัญหาสวนป่าคอนสาร  [18 กรกฎาคม 2552]
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความถูกต้อง เป็นธรรม คปท.จึงขอเรียนต่อบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้ ...
ปชช.ร้องยุติการใช้ความรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิมในซินเจียง! [17 กรกฎาคม 2552]
เชียงใหม่/เครือข่ายประชาชนเรียกร้องใช้สันติภาพในซินเจียง เผยสถานการณ์ยังแย่พี่น้องมุสลิมต้องหนีอ ...
ถึงเวลารัฐบาลต้องคืนพื้นที่สวนป่าคอนสาร ให้ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของที่ดิน [17 กรกฎาคม 2552]
นับเป็นเวลากว่า 33 ปีแล้ว ที่ชาวบ้าน ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ต้องเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการ ...
เครือข่ายแม่น้ำโขงระดมสมองเตรียมแก้วิกฤตน้ำโขง [14 กรกฎาคม 2552]
เชียงราย/เครือข่ายแม่น้ำโขงประชุมใหญ่ ชำแหละการพัฒนาทำน้ำโขงวิกฤต ชุมชนสองฝั่งแม่น้ำเดือดร้อน พั ...
แพทย์ชนบทแนะอย่าเปลี่ยนไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นไข้หวัดใหญ่การเมือง [14 กรกฎาคม 2552]
กรุงเทพฯ/ชมรมแพทย์ชนบทระบุผลพวงโลกาภิวัตน์ทำไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดทั่วโลก แนะรัฐนำเรื่องนี้เป็นว ...
ชุมชนลุ่มน้ำสาละวินยื่นนายกฯ เบรคเขื่อนฮัจจี [14 กรกฎาคม 2552]
แม่ฮ่องสอน/ชาวบ้านลุ่มน้ำสาละวินยืนยันไม่เอาเขื่อนฮัจจี ชี้ผลกระทบอื้อ ซ้ำ กฟผ.หมกเม็ดไม่เผยข้อม ...
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรฯเยือน สคจ.หัวนา-ราษีไศล [14 กรกฎาคม 2552]
ศรีษะเกษ/กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีเยี่ยมสมัชชาคนจน ณ หมู่บ้านคนจน สันเขื่อนราษีไศล เผยนโย ...



 
หากคุณต้องการยกเลิกการรับจดหมายข่าว  คลิกที่นี่
 

สำนักข่าวประชาธรรม 77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
www.newspnn.com
email :newspnn@hotmail.com


แบ่งปันความทรงจำกับคนอื่นๆ ที่คุณต้องการทางออนไลน์ได้ คนอื่นๆ ที่คุณต้องการ

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

"สดศรี"แฉ ส.ว."ล็อบบี้"กกต.ทบทวนคำวินัจฉัยหุ้น "สมชาย"ท้าบอกชื่อคนวิ่งเต้น ปธ.ส.ว.สวนกลับพูดไม่จริง

วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 13:30:19 น.  มติชนออนไลน์

"สดศรี"แฉ ส.ว."ล็อบบี้"กกต.ทบทวนคำวินัจฉัยหุ้น "สมชาย"ท้าบอกชื่อคนวิ่งเต้น ปธ.ส.ว.สวนกลับพูดไม่จริง

"สดศรี"แฉมีส.ว.พยายาม"ล็อบบี้"กกต.ทบทวนคำวินัจฉัยหุ้นสัมปทานรัฐและสื่อ ขณะที่"ส.ว.สมชาย"เชื่อไม่มีใครทำแน่ ท้าให้บอกชื่อคนวิ่งเต้น บอกออกมาพูดแบบนี้ทำให้ ส.ว.เสื่อมเสีย ปธ.สว.สวนกลับพูดไม่จริง ถ้าล็อบบี้ ต้องมาทำกับตน

นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมว่า มีวุฒิสมาชิกบางคนในกลุ่ม 16 ส.ว.ที่ถูกคำวินิจฉัยให้สิ้นสภาพ จากกรณีถือหุ้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานรัฐ อาศัยช่วงที่ประธานวุฒิสภายังไม่ส่งคำวินิจฉัยของ กกต.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พยายามวิ่งเต้นล็อบบี้ให้ กกต.ทบทวนคำวินิจฉัยดังกล่าวอีกครั้ง


นางสดศรี กล่าวว่า กกต.ได้แจ้งกลับไปแล้วว่า จะไม่มีการทบทวนคำวินิจฉัยดังกล่าวอีกแล้ว และหากต้องการจะให้ทบทวน ก็ควรจะนำหลักฐานไปต่อสู้ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะในส่วนของ กกต.นั้นถือว่าได้ทำงานจบกระบวนการแล้ว


ส่วนการที่ประธานวุฒิสภายังไม่ส่งคำวินิจฉัยของ กกต.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าต้องการตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้อง ภายหลังพบว่ามีเอกสารเกินมา 5 แผ่นนั้น นางสดศรี กล่าวว่า ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่ร้อง คือนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ควรจะไปดำเนินการร้องเรียนการทำงานของประธานวุฒิสภาฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่มากกว่า


นางสดศรี ยังได้ยืนยันว่า กกต.จะยังคงใช้มาตรฐานเดิมที่ใช้ในการพิจารณากรณี 16 ส.ว.และ 13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาใช้ในการพิจารณากรณี 44 ส.ส.แน่นอน และเชื่อว่าการเข้ามาทำหน้าที่ กกต.คนใหม่ของนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น จะไม่ทำให้มาตราฐานดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน เพราะการวินิจฉันเดิมได้ผูกพันทั้ง 3 กกต.ไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่านายวิสุทธิ์ จะอยู่ในกลุ่ม 3 หรือ 1 ก็ไม่ทำให้การวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปได้


วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา 1 ใน 16 ส.ว.ที่ถูกกกต.วินิจฉัยให้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นในธุรกิจสื่อหรือบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ตนแต่นอน และไม่เชื่อว่า จะมีใครใน ส.ว.ทำแบบนี้ เพราะการวินิจฉัยของกกต.ถือเป็นอำนาจตามกฎหมาย ไม่มีใครจะวิ่งเต้นเพื่อเปลี่ยนมติได้ การที่นางสดศรี อ้างแบบนี้ทำให้เกิดความเสียหายกับส.ว. จึงขอให้เปิดเผยชื่อออกมาว่า ใครทำ เพราะ

 

"ตอนนี้ ส.ว.ก็เป็นจำเลยสังคมไปแล้วทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้ ตอนนี้ 16 ส.ว.กำลังเตรียมการชี้แจงในชั้นศาลรัฐธรรมนูญในประเด็น เจตนารมณ์ของกฎหมาย การได้หุ้นมาก่อนรับตำแหน่ง และจำนวนหุ้นที่มีน้อยมากซึ่งไม่สามารถแทรกแซงได้ และกำลังพิจารณาช่องทางร้องไปยังศาลปกครองขอความเป็นธรรมในการวินิจฉัยของกกต.ด้วย" นายสมชาย กล่าว

 

ขณะที่ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แถลงตอบโต้นางสดศรีว่า เรื่องการล็อบบี้ไม่เป็นความจริง เพราะขณะนี้คำวินิจฉัยของกกต.ยังอยู่ในความรับผิดชอบของตน และไม่มีใครขอให้ตนส่งคำวินิจฉัยดังกล่าวกลับไปยังกกต.เพื่อให้ทบทวน หากจะล็อบบี้ ต้องมาล็อบบี้ตน แต่ที่ไม่ผ่านไม่มีใครมาล็อบบี้ตน หากล็อบบี้จริง ตนคงไม่สามารถส่งกลับไปยังกกต.ได้ เพราะถือว่าข้อเท็จจริงที่ว่า ส.ว.เหล่านั้นถือหุ้นในสัมปทานของรัฐและสื่อยุติแล้ว เหลือเพียงข้อกฎหมายที่ต้องศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย

 

"เมื่อกกต.ส่งคำวินิจฉัยมาแล้วไม่มีวันที่จะทบทวนคำวินิจฉัยได้อีกแล้ว คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว คงต้องปล่อยไปตามกระบวนการและตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้คัดสำนวนให้ ส.ว.ทั้ง 16 คนไปศึกษาแล้ว โดยแต่ละสำนวนมีความหนาถึง 3 พันกว่าหน้า ดังนั้น ส.ว.ทั้ง16 คนก็คงต้องใช้เวลาศึกษาสำนวนเพื่อต่อสู้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ผมไม่เชื่อว่า ส.ว.ใน16 คนนี้จะล็อบบี้เพื่อให้ทบทวนคำวินิจฉัยและถ้าให้ทบทวนคำวินิจฉัยคนที่ไม่ถูกตัดสินให้สมาชิกภาพก็จะลำบาก แต่ก็ไม่รู้ว่านางสดศรีเอาข้อมูลมาจากไหน" นายประสพสุข กล่าว

 

ส่วนกรณีที่ ส.ว.บางส่วนยื่นร้องต่อศาลปกครองนั้น ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ส่วนตัวไม่อยากให้ไปร้องศาลปกครอง เพราะอยากให้กระบวนการไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ทราบว่าใน ส.ว.16 คนนี้คงไม่ยื่นร้องไปยังศาลปกครองทั้งหมด หากเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. เพราะการวินิจฉัยถือเป็นเรื่องดุลพินิจและความเห็นทางกฎหมายสามารถแตกต่างกันได้ ทั้งนี้ไม่คิดว่าหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ตรงกับกกต.ก็ไม่เห็นว่ากกต.ต้องลาออก เพราะถือเป็นอำนาจของกกต.ที่มีคำวินิจฉัยตามหน้าที่ แต่ถ้าเป็นคำวินิจฉัยไม่สุจริตก็ต้องถือเป็นความผิด อย่างไรก็ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องถือเป็นที่สุด 



 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
  • "วิสุทธิ์"เริ่มงานกกต.วันแรก ยันปฏิบัติหน้าที่ยึดกฎหมาย
  • "ป๋าเหนาะ"ดักคอดุลพินิจ กกต.ฟัน"หุ้นส.ส." โจรลอยลำ ประเทศอยู่ลำบาก ไม่รู้สึกกดดัน"สุเทพ"ไขก็อก
  • "สุเทพ"ไม่หนักใจถูกเชือดพร้อม12ส.ส.ปชป.ย้ำไม่กระเทือน รบ."ไตรรงค์" ซัด กกต.ไม่มีความรู้หุ้น
  • กกต.เชือด13ส.ส.ปชป.ถือหุ้น"สุเทพ-ไตรรงค์-จุติ"งานเข้า "กษิต"รอดเมียถือหุ้นกู้บ.ทางด่วนไม่ขัด
  • http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248230699&grpid=04&catid=01

    --
    ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
    http://www.sanamluang.bloggang.com
    http://tham-manamai.blogspot.com
    http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
    http://www.parent-youth.net
    http://www.tzuchithailand.org
    http://www.presscouncil.or.th
    http://ilaw.or.th
    www.patani-conference.net
    http://www.thaihof.org
    http://thainetizen.org
    http://www.ictforall.org
    http://elibrary.nfe.go.th
    http://dbd-52.hi5.com
    http://www.thaisara.com
    http://www.rmutr.ac.th
    http://www.bedo.or.th/default.aspx
    www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm

    "ลับแล, แก่งคอย": เรื่องเล่าว่าด้วยประวัติศาสตร์ของสามัญชนและการเมืองแห่งสุนทรียะ


    วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 22:00:58 น.  มติชนออนไลน์

    "ลับแล, แก่งคอย": เรื่องเล่าว่าด้วยประวัติศาสตร์ของสามัญชนและการเมืองแห่งสุนทรียะ

    โดย "บ๊อบบี้" และ "แบทแมน"

    "ลับแล, แก่งคอย" คือผลงานนวนิยายของ "อุทิศ เหมะมูล" ซึ่งเพิ่งได้รับการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ.2552 แต่หากใครมีโอกาสได้อ่านนวนิยายความยาว 444 หน้าเล่มนี้จบลง ก็คงพบว่าเนื้อหาของหนังสือนั้นมีความน่าสนใจกว่าเครดิตการเข้าชิงรางวัลหรือการอาจได้รับรางวัลในอนาคตมากมายนัก


    นวนิยายเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวชีวิต 3 ชั่วอายุคน นับจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาจนถึงกลางทศวรรษ 2530 ของสามัญชนครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตทั้งในด้านถูก-ผิด ดี-เลว สว่าง-มืด อย่างกลมกลึงไม่แบนราบเฉกเช่นชีวิตของมหาบุรุษผู้สูงส่ง


    เรื่องราวของบรรดาตัวละครใน "ลับแล, แก่งคอย" ไม่ใช่เรื่องราวของกลุ่มคนที่เป็นชนชั้นนำของสังคมหรือแม้กระทั่งชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นเรื่องราวที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตของสามัญชนจำนวนมากในสังคมไทย เพราะเป็นเรื่องราวซึ่งวนเวียนอยู่กับครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัว/พ่อเป็นคนเชื้อสายจีนที่ไม่สามารถไต่เต้าขึ้นไปมีสถานะเป็นเจ้าสัวผู้ยิ่งใหญ่ระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นได้ ทว่าเป็นเพียงผู้ใช้แรงงานที่ขยับตนเองจากการเป็นแรงงานภาคเกษตรในภาคเหนือตอนล่างมาสู่การเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดสระบุรี ขณะที่ฝ่ายแม่ก็เป็นหญิงชาวอีสานที่อ่านหนังสือไม่ออก บ้าหวย และเชื่อผี ซึ่งเดินทางมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในสระบุรีก่อนจะย้อนกลับไปยังอีสานอีกครั้งหนึ่ง


    เส้นทางเดินใน 3 ชั่วอายุคนของครอบครัวหลักในนวนิยายเล่มนี้ได้พานพบทั้งแง่มุมเลวร้ายและแง่มุมงดงามของชีวิต จนเราสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็น "ประวัติศาสตร์" ของสามัญชนกลุ่มเล็ก ๆ ประวัติศาสตร์ที่เป็น "เรื่องเล่า" เรื่องหนึ่งอันเปรียบเสมือนส่วนเสี้ยวเล็กน้อยที่ถูกประกอบเข้าไปในประวัติศาสตร์สังคมไทยในภาพใหญ่ ซึ่งมิอาจถูกยึดกุมด้วย "เรื่องเล่าหลักเรื่องเดียวเรื่องเดิม" ที่มีสถานะเป็นดังสัจจะสูงสุดจริงแท้ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน


    อย่างไรก็ตาม อุทิศไม่ได้พยายามกล่าวอ้างว่า "เรื่องเล่า" ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของสามัญชนในนวนิยายของเขามีสถานะเป็น "ความจริงแท้" หรือ "สัจจะ" แต่อย่างใด ทว่าเรื่องเล่าดังกล่าวกลับมีสถานะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างเสริมเติมแต่งขึ้นมา ดังจะเห็นได้จากภาคที่สองของนวนิยายที่มีชื่อว่า "ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง" (ซึ่งชวนให้นึกถึงชื่อของหนังสือว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ที่มีความสำคัญมากที่สุดเล่มหนึ่ง) และเมื่อเรื่องราวของ "ลับแล, แก่งคอย" ดำเนินไปเรื่อย ๆ ก็ปรากฏว่า "เรื่องเล่า"ที่ถูกเล่าโดยตัวเอกในนวนิยาย/ลูกชายของครอบครัว กลับถูกปะปนด้วย "เรื่องลวง" เป็นจำนวนมากเสียด้วยซ้ำไป


    ราวกับจะเป็นการบอกว่า "ประวัติศาสตร์"ทั้งหลายล้วนเป็น "เรื่องเล่า" ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งนั้น โดย "เรื่องเล่า" แต่ละเรื่องอาจมีความจริงและความลวงดำรงอยู่อย่างปะปนกันไป แต่ไม่มี "เรื่องเล่า" ใดที่จะมีสถานะเป็นความจริงแท้สูงสุด


    ถ้า "เรื่องเล่า" จริง ๆ ลวง ๆ จำนวนมากมายกำลังปะทะสังสรรค์กันอยู่ในพื้นที่ของสังคมสมัยใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าสัจจะความจริง ความถูก-ผิด หรือหลักจริยธรรม น่าจะไม่ใช่มาตรวัดที่ใช้ตัดสินปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างทรงประสิทธิภาพสูงสุดอีกต่อไป สิ่งที่อุทิศพยายามเสนอในลับแล, แก่งคอย ก็คือ เราอาจต้องพึ่งพามาตรวัดอื่น ๆ เช่น "ความงาม" ในกรณีของนวนิยายเรื่องนี้ มาใช้วินิจฉัยหรือทำความเข้าใจกับปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพราะหากพิจารณาให้ดีแล้ว เรื่องเล่าลวง ๆ คงไม่ได้หมายถึงความผิดเท่านั้น ทว่าหมายถึงความงามที่ถูกผู้เล่าเรื่องสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาด้วย


    เนื่องจาก "ความงาม" คือ หลักเกณฑ์ทางสุนทรียศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาตามรสนิยมอันแตกต่างหลากหลายของปัจเจกบุคคลแต่ละคนหรือกลุ่มคนแต่ละกลุ่ม ดังนั้น สำหรับโลกยุคปัจจุบันที่ความถูก-ผิดไม่สามารถจะถูกตัดสินได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป  "ความงาม" อันหลากหลายเหล่านั้นจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนที่มีรสนิยมและความเชื่อต่างกันสามารถเข้ามาปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ โดยมี "ความงาม" เป็นสื่อกลาง อย่างปราศจากการพยายามจะหักโค่นล้มทำลายฝ่ายตรงข้ามที่ถูกตัดสินว่าเป็นผู้มีความผิดโดยสิ้นเชิง


    คล้ายอุทิศกำลังบอกเราผ่านนวนิยายของเขาว่า การจัดการกับความแตกต่างหลากหลายในปัจจุบันอาจต้องพึ่งพา "การเมืองแห่งสุนทรียะ" ยิ่งกว่าการเมืองแห่งสัจจะหรือจริยธรรม/จริยศาสตร์ เห็นได้ชัดจากคำโปรยก่อนขึ้นแต่ละภาค (บท) ของ "ลับแล, แก่งคอย" ที่อุทิศอ้างอิงมาจากข้อความของวรรณกรรมมีชื่อระดับนานาชาติ ซึ่งเป็น "เรื่องเล่า" หลากหลายเรื่องราวที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้มีความงดงาม (หรือเป็นสุนทรียะที่ถูกสร้างขึ้น) อันสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับ "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" นวนิยายรางวัลซีไรต์ของวินทร์ เลียววาริณ ที่ผู้เขียนมักจะอ้างอิงหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาขึ้นมานำหน้าแต่ละบทของนวนิยาย กระทั่งดูเหมือนว่าการต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นเนื้อหาหลักของนวนิยายเล่มดังกล่าว ช่างเป็นสิ่งที่สกปรกผิดบาปเสียเหลือเกินหากเปรียบเทียบกับหลักธรรมคำสอนเหล่านั้น ซึ่งเป็นดังหลักยึดเหนี่ยวที่มีสถานะเป็นสัจจะหรือความดีสูงสุด


    ทั้งนี้ ความเชื่อในเรื่องการเมืองแห่งสุนทรียะที่ปรากฏในนวนิยายเล่มนี้ก็ไม่ได้ดำเนินไปเพื่อมุ่งมั่นจะหักล้างทำลายการเมืองที่ยึดมั่นในสัจจะหรือความดีสูงสุด เพียงแต่ประกาศตัวขึ้นมาท้าทาย เพราะพื้นที่ในสังคมสมัยใหม่ได้เปิดโอกาสให้แนวคิดเหล่านี้สามารถปะทะสังสรรค์กันได้ ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งมุ่งทำลายล้างอีกฝ่าย เห็นได้จากการที่ตัวเอกของเรื่องผู้เสนอว่า ความลวงอาจไม่ใช่ความผิด หากแต่คือความงาม ก็ยังคงนับถือหลวงพ่อพระป่าผู้ยึดมั่นในสัจจะสูงสุด เป็น "ครู" คนแรกของเขา แม้ต่อมาเขาจะได้พบปะกับ "ครู" หรือองค์ความรู้อื่น ๆ อันแตกต่างหลากหลายที่ทำให้เขาได้เข้าใจแง่ลวงอันงดงามของชีวิตก็ตาม


    ตัวเอกของ "ลับแล, แก่งคอย" ที่เป็นผู้เล่า "เรื่องเล่า"ของสามัญชนที่ถูกสร้าง/แต่ง/เขียนขึ้นอย่างจริง ๆ ลวง ๆ ดี ๆ เลว ๆ เพื่อนำมาปะทะสังสรรค์กับ "เรื่องเล่า" แบบอื่น ๆ  (และอาจรวมถึง "เรื่องเล่าหลัก" ของสังคม) จึงไม่ได้พยายามเอ่ยอ้างว่าตนเองยึดโยงอยู่กับความจริงกว่า ถูกต้องกว่า และมีจริยธรรมหรือคุณธรรมมากกว่า ทว่าเขากำลังสร้างประดิษฐกรรมที่มีความงดงามออกมา แล้วพยายามท้าทายผู้สร้าง "เรื่องเล่า" อื่น ๆ ว่าให้มาปะทะแข่งขันกันโดยมี "ความงาม" เป็นมาตรวัด/หลักเกณฑ์/ตัวกลางสำคัญ


    หากคิดตามบทสรุปของ "ลับแล, แก่งคอย" หลักคิดที่เชื่อในเรื่อง  "ความจริง ความดี ความงาม" อาจยังคงดำรงอยู่ ทว่าคงมิได้มีสถานะเป็นสัจจะสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนหลากหลายอีกต่อไป เพราะอย่างน้อยหลักคิดดังกล่าวก็ยังถูกยั่วล้อท้าทายอย่างย้อนแย้งโดยความเชื่อใน "ความลวง ความดี ๆ เลว ๆ และความงาม" ที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายเล่มนี้


    นี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้สร้างผลงานวรรณกรรมยุคใหม่ พยายามหยิบยื่นให้แก่สังคมไทยร่วมสมัยซึ่งกำลังเผชิญหน้าอยู่กับปัญหาซับซ้อนหลากหลายรายรอบด้าน


    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248266361&grpid=01&catid=08
    --
    ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
    http://www.sanamluang.bloggang.com
    http://tham-manamai.blogspot.com
    http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
    http://www.parent-youth.net
    http://www.tzuchithailand.org
    http://www.presscouncil.or.th
    http://ilaw.or.th
    www.patani-conference.net
    http://www.thaihof.org
    http://thainetizen.org
    http://www.ictforall.org
    http://elibrary.nfe.go.th
    http://dbd-52.hi5.com
    http://www.thaisara.com
    http://www.rmutr.ac.th
    http://www.bedo.or.th/default.aspx
    www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm