ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โจทย์ใหม่กับการลดการแบ่งขั้ว

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:30:13 น.  มติชนออนไลน์
 


โจทย์ใหม่กับการลดการแบ่งขั้ว

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามจากฝ่ายต่างๆที่จะตั้งโจทย์และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นในทางการเมืองและสังคม  แต่ส่วนใหญ่มักตั้งโจทย์แคบๆ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา  การออกกฎหมายนิรโทษกรรมฯลฯ ซึ่งข้อเสนอต่างๆเน้นไปที่ผลประโยชน์ของนักการเมืองเป็นหลัก


เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัย(สกว.)มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ที่ดีอาร์ไอ)ทำวิจัยในหัวข้อ"การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง"ซึ่งข้อเสนอการวิจัยดังกล่าวได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจ จึงขอสรุปแนวคิดที่ปรากฎอยู่ในเอกสารดังกล่าวนำเสนอโดยสังเขป


ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ


ในด้านหนึ่งเศรษฐกิจผูกขาด เช่น ระบบสัมปทานต่างๆ ซึ่งอิงกับอำนาจรัฐ ก่อให้เกิดส่วนเกินทางเศรษฐกิจหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) มหาศาลและชักนำให้นักธุรกิจหลายกลุ่มที่มีแหล่งรายได้หลักจากสัมปทานเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และได้รับชัยชนะในระบบการเลือกตั้งที่มีการใช้เงินทุนสูง


ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับที่สูง และการที่ประเทศไทยมีแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ จำนวนมาก ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ขาดสวัสดิการที่ได้รับจากการทำงาน และต้องการความช่วยเหลือจากรัฐทั้งในด้านสาธารณสุข การศึกษา การเข้าถึงสินเชื่อ ฯลฯ


ปัจจัยทั้ง2 ด้านทำให้นักการเมืองบางกลุ่ม ประสบความสำเร็จในทางการเมืองอย่างสูงโดยใช้ "นโยบายประชานิยม" ซื้อใจคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง


นอกจากนั้นก็อาศัยอำนาจการเมืองที่ได้จากการเลือกตั้งมาใช้ปกป้อง เพิ่มพูนผลประโยชน์ทางธุรกิจ และสร้างอำนาจผูกขาดให้ธุรกิจของพวกพ้อง ตลอดจนแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากนโยบายสาธารณะและมาตรการต่างๆ ของรัฐ ทั้งในระบบงบประมาณ และนอกระบบงบประมาณ


ปัญหาการผูกขาดและความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจจึงมีผลกระทบโดยตรง รวมถึงการใช้ "นโยบายประชานิยม" แบบขาดวินับทางการคลัง ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ทำให้ระบบประชาธิปไตยของไทยไม่สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมีเสถียรภาพ 


ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดส่วนเกินและลดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการปฏิรูปกฎกติกาและสถาบันทางการเมืองอย่างที่เคยดำเนินการมา


เอกสารได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนกลุ่มต่างๆได้ ซึ่งทำได้โดยการลดความร่ำรวยมหาศาลที่กระจุกตัวในคนกลุ่มน้อยจากการได้รับส่วนเกินทางเศรษฐกิจต่างๆควบคู่ไปกับเพิ่มรายได้และสวัสดิการสังคมให้คนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมไปสู่การให้สวัสดิการพื้นฐานตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ


อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่รุนแรงเกินไปจนก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการล้มกระดานของชนชั้นสูงที่เห็นว่า ระบบประชาธิปไตยทำให้ตนต้องเกิดความสูญเสียมากกว่าทางเลือกอื่น ซึ่งการโอนถ่ายทรัพยากรระหว่างกลุ่มคนไม่มากเกินไป เช่น ต้องไม่กระทบระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจากการถูกยึดทรัพย์ โดยไม่มีเหตุผลสมควร ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่น้อยเกินไปสำหรับคนจนและคนชั้นกลางระดับล่าง


นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวต้องมีความชอบธรรม เช่น ไม่ปิดโอกาสในการสร้างฐานะจากการทำงานโดยสุจริต แต่ลดโอกาสในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ขณะเดียวกัน รัฐสวัสดิการจะคงอยู่รอดได้ หากเศรษฐกิจของประเทศมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน จากการที่ภาคการผลิตมีการยกระดับผลิตภาพ (production upgrading) อย่างต่อเนื่องและการใช้จ่ายของรัฐถูกควบคุมอยู่ภายใต้กรอบทางการคลังที่โปร่งใสและมีวินัย


งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระจุกตัวของทรัพย์สินกับการกระจุกตัวของอำนาจการเมือง โดย การจัดทำแผนที่ของค่าเช่าทางเศรษฐกิจ การนำเสนอแนวนโยบายการลดหรือการควบคุมค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการจำกัดพฤติกรรมดังกล่าวที่จะเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและการเมือง


ส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจที่จะหยิบยกมาศึกษามีด้วยกัน 5 ด้านได้แก่ การผูกขาดทางเศรษฐกิจ  การแทรกแซงตลาด เช่น ตลาดสินค้าเกษตร การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง/สัมปทานของรัฐ การใช้อิทธิพลในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การปั่นหุ้นและการใช้ข้อมูลลวงในตลาดหลักทรัพย์


นอกจากนั้นจะศึกษาเรื่องมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธณรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย


อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้จะมีประโยชน์ ต้องมีการผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เกิดผลด้วย

  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1250859246&grpid=no&catid=02

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

40 ส.ว.ร้องประชาคมโลกรุมประณามพม่าสั่งจำคุก "ซูจี"

40 ส.ว.ร้องประชาคมโลกรุมประณามพม่าสั่งจำคุก “ซูจี”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 สิงหาคม 2552 14:41 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ประสาร มฤคพิทักษ์

กลุ่ม 40 ส.ว.เตรียมล่ารายชื่อ เห็นพ้องคัดค้านศาลพม่าสั่งจำคุก “ซูจี” เรียกร้องประชาคมโลกรุมประณาม ชี้รัฐบาลทหารพม่าใช้เล่ห์เหลี่ยมกีดกันเพื่อไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้ง เกรงจะได้รับชัยชนะ
       
       วันนี้ (12 ส.ค.) นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา กล่าวถึงกรณีศาลพม่าตัดสินให้นางอองซานซูจี จำคุกต่อว่า เป็นเล่ห์กลของการทหารพม่าที่ต้องการให้นางซูจี ออกจากระบบเลือกตั้ง เพราะปีหน้าพม่าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งทหารเกรงว่าเมื่อนางซูจีมาลงเลือกตั้งจะชนะ และทหารจะได้รับความพ่ายแพ้จึงทำการสกัดไว้ ซึ่งการที่ศาลพม่าสั่งจำคุก 3 ปี นางซูจี แล้วลดโทษให้เป็น1 ปีครึ่งก็ตาม การสั่งจำคุกครั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นการป้ายสีนางซูจี อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้ประชาคมโลก อาทิ UN คณะกรรมการสิทธิสหประชาชาติ และองค์กรณ์ที่เกี่ยวข้อง ให้ออกมาประณาม กดดันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคว่ำบาตรทางการทหาร เศรษฐกิจ การเมือง พม่าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คณะกรรมการสิทธิเสรีภาพของไทย ก็ต้องออกมากดดัน การจับกุมคุมขัง นางซูจีด้วย
       
       นายประสารกล่าวอีกว่า ขณะนี้กลุ่ม 40 ส.ว.ได้หารือกันแล้วเห็นว่าจะรวบรวมรายชื่อ ส.ว.เพื่อคัดค้านคำสั่งศาลของทางการพม่า คาดว่าพรุ่งจะเริ่มล่ารายชื่อได้แล้ว ซึ่งการทำอย่างนี้จะทำให้สาธารณะรับรู้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000091622


--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กมธ.กิจการสภา สผ. เตรียมดูงานอาคารรัฐสภาต่างประเทศ

 

 

 

กมธ.กิจการสภา สผ. เตรียมดูงานอาคารรัฐสภาต่างประเทศ

7 ส.ค. 52 -              ประธานคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎร เผย คณะกรรมาธิการเตรียมเดินทางไปดูงานด้านรัฐสภา ณ สาธารณรัฐอินเดีย และสาธารณรัฐเกาหลีใต้ หวัง นำข้อมูลที่ได้มาปรับใช้กับรัฐสภาของไทย พร้อมระบุขณะนี้รอเพียงคำสั่งอนุมัติการเดินทางจากประธานรัฐสภาเท่านั้น

                นายศักดา  คงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงผลการพิจารณาเพื่อเตรียมการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่า ในครั้งนี้คณะกรรมาธิการเตรียมที่จะเดินทางไปศึกษาดูงานระบบงานด้านรัฐสภาและอาคารรัฐสภา ณ ประเทศอินเดียและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ เพื่อนำข้อมูลมาปรับใช้กับรัฐสภาของไทย นอกจากนี้กรรมาธิการจะได้ใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยต่อประเทศอินเดียและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ด้วย

                ส่วนการเดินทางครั้งนี้คณะกรรมาธิการคาดหมายในเบื้องต้นว่าจะเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศอินเดียในช่วงวันที่ 28 สิงหาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน 2552 ส่วนสาธารณรัฐเกาหลีใต้เบื้องต้นกำหนดไว้ในช่วงวันที่ 11 15 กันยายน 2552 แต่ทั้งนี้คณะกรรมาธิการต้องรอหนังสือตอบรับจากกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบเรื่องการขออนุมัติเดินทางศึกษาดูงานจากนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะมีการเดินทางจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                อัญชิสา  จ่าภา         ผู้สื่อข่าว

                                                                                                                เกรียงไกร  หอมจันทร์เทศ   เรียบเรียง

 



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา สผ. จัดประชุมพิจารณารายละเอียดการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

 

 

 

กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา สผ. จัดประชุมพิจารณารายละเอียดการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น

7 ส.ค. 52 -              คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา สภาผู้แทนราษฎร  จัดประชุมศึกษารายละเอียดการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอเข้าเยี่ยมชมสถานที่ราชการต่างๆ ระบุ ญี่ปุ่นตอบรับให้เข้าดูงานที่สนามฟุตบอลฯและสโมสรฟุตบอลอาชีพแล้ว

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดประชุมพิจารณาศึกษาถึงรายละเอียดเรื่อง การเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 4-8 กันยายน พ.ศ.2552 โดยที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอศึกษาดูงานที่กระทรวงการต่างประเทศ เยี่ยมชมรัฐสภาและเยี่ยมคารวะประธานรัฐสภา พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา สภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศญี่ปุ่น ส่วนการดูงานที่สนามฟุตบอลแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Football Association) และสโมสรฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น (Japan League) ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากนายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ช่วยประสานงานให้นั้นขณะนี้มีหนังสือตอบรับจากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นแล้วว่ายินดีให้การต้อนรับ โดยหลังจากนี้ กมธ.ก็จะดำเนินการขออนุมัติจากประธานรัฐสภาเพื่อเดินทางศึกษาดูงานจากประเทศดังกล่าวต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

ปธ.กมธ.ศาสนา สผ. ระบุ ประเทศอิตาลีให้ความสนใจวัฒนธรรมในประเทศมากกว่าประเทศไทย

                                     

 

 

 

ปธ.กมธ.ศาสนา สผ. ระบุ ประเทศอิตาลีให้ความสนใจวัฒนธรรมในประเทศมากกว่าประเทศไทย

6 ส.ค.52 -               ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ระบุ หลังการศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐอิตาลี สมาพันธรัฐสวิส และสาธารณรัฐฝรั่งเศส กรรมาธิการพบ ในประเทศดังกล่าวให้ความสนใจงานทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมมากกว่าประเทศไทย

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงผลการเดินทางไปศึกษาดูงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ของคณะกรรมาธิการ ณ สาธารณรัฐอิตาลี สมาพันธรัฐสวิส และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า ในส่วนของสาธารณรัฐอิตาลีกรรมาธิการได้โอกาสพบปะสนทนางานด้านวัฒนธรรมกับที่ปรึกษารัฐมนตรีด้านวัฒนธรรมและผู้แทนจากกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศอิตาลี ซึ่งทำให้กรรมาธิการทราบว่า ประเทศอิตาลีได้บัญญัติเรื่องวัฒนธรรมประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ นอกจากนี้ในแต่ละเมืองของประเทศอิตาลีจะมีพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรมประจำชาติอยู่รวมกันกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้วประเทศอิตาลีถือว่าให้ความสนใจงานทางด้านวัฒนธรรมมากกว่าประเทศไทย

ทั้งนี้ในส่วนสาธารณรัฐฝรั่งเศส คณะกรรมาธิการ ได้มีโอกาสเยี่ยมชมในส่วนของพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาภาพวาดที่มีชื่อของโลก ซึ่งก็มีการบริหารจัดการที่ดีเช่นเดียวกับประเทศอิตาลี

ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวว่า ผลที่คณะกรรมาธิการได้จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้คณะกรรมาธิการจะสรุปเพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนางานทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกรียงไกร  หอมจันทร์เทศ   ข่าว / เรียบเรียง



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กรรมการ กสม..โต้"อริณพงศ์"ลาออกเหตุไม่รู้งานถ่องแท้


วันที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 08:40:12 น.  มติชนออนไลน์

กรรมการ กสม..โต้"อริณพงศ์"ลาออกเหตุไม่รู้งานถ่องแท้

รายงานข่าวจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยว่าตามที่เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิฯ นางอริณนพงศ์ สูตรสุคนธ์ ให้ข่าวว่าที่ตนต้องไขก๊อกขอลาออกก่อนเกษียร เพราะถูก กสม.ชุดใหม่ล้วงลูก ข่มขู่ กดดัน ทั้งเรื่องงาน ทำเรื่องผิดให้เป็นถูก แต่เท่าที่ได้รู้จักมักคุ้น ผู้ที่รับบทนั่งหัวโต๊ะ กสม. คนใหม่มานาน ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีเช่นนั้น แต่ที่เลขาธิการรู้สึกอึดอัดและกดดัน น่าจะเป็นเพราะทุกคำถามที่ กสม. ชุดใหม่อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องความเป็นมาเป็นไปของงานในสำนักงาน หรืองานที่จะก้าวต่อไป เลขาธิการไม่เคยตอบคำถามอย่างคนที่นั่งในตำแหน่งนี้ควรจะรู้เลยซักเรื่อง จับต้นชนปลายก็ไม่ถูก จน กสม. หน้าใหม่ไฟแรงต้องปวดหัวไปตามๆ กัน เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นทำงานอย่างไรดี ส่วนทำเรื่องผิดให้เป็นถูกนั้น ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะอย่างเรื่องที่เลขาธิการละเลยไม่สรรหา กสม. ชุดนี้ จนศาลปกครองสูงสุดทนไม่ไหวต้องสั่งให้สรรหา ก็เชื่อว่าดร.อมรา พงศาพิชญ์ หนึ่งในคณะกรรมการ กสม.จะไม่ หมกเม็ดทำนิ่งเฉยหรือทำเรื่องผิดให้เป็นเรื่องถูก เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายร้ายแรง อย่างไรเสียก็ต้องสั่งสืบสาวราวเรื่องให้ได้ความว่างานนี้ใครผิดใครถูก ใครสั่งไม่ให้สรรหา ใครกลัวสูญเสียประโยชน์ ซึ่งคงรู้ผลการสอบสวนในไม่ช้านี้ ว่าแต่ว่า กสม. ชุดใหม่ถอดด้ามชุดนี้จะหาอัศวินม้าขาวมาช่วยพยุงไม่ให้องค์กรนี้ต้องล่มสลายได้ทันเวลาหรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1249609403&grpid=03&catid=01

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.narit.or.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.momypedia.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://icann-ncuc.ning.com
http://www.webmaster.or.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กมธ.งบฯพรรคเพื่อไทยอัดสถาบันพระปกเกล้าฯด่าส.ส. "บวรศักดิ์"ยันสถาบันฯไม่ดูถูกนักการเมือง


วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 18:12:35 น.  มติชนออนไลน์

กมธ.งบฯพรรคเพื่อไทยอัดสถาบันพระปกเกล้าฯด่าส.ส. "บวรศักดิ์"ยันสถาบันฯไม่ดูถูกนักการเมือง

กมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 เห็น"บวรศักดิ์"ใช้ผ้าปิดจมูกไล่ออกจากห้องประชุม แต่ในที่สุด เจ้าตัวยืนยันไม่มีอาการไข้ แค่น้ำมูกไหลเท่านั้น ได้ประชุมต่อ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในช่วงเย็นวันที่ 5 สิงหาคม  คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ได้พิจารณางบประมาณของสถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้รับการจัดสรรจำนวน 364 ล้านบาท ปรากฏว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ใส่หน้ากากอนามัยเข้าร่วมชี้แจง ทำให้กมธ.หลายคนตกใจ โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กมธ. สอบถามว่า ควรจะขอให้เลขาธิการสถาบันฯ ออกจากห้องประชุมก่อนหรือไม่ เนื่องจากป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา และมีน้ำมูกเท่านั้น ทำให้นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย กมธ. แสดงความตกใจ และกล่าวต่อที่ประชุมว่า ยิ่งให้เข้าร่วมประชุมไม่ได้ เพราะตนเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว จึงขอให้รองเลขาธิการสถาบันฯ เป็นผู้เข้ามาชี้แจงแทน


ทำให้นายบวรศักดิ์ ลุกออกจากห้องและให้นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันฯ เป็นผู้ชี้แจงแทน อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากโดนให้ออกจากห้องงบประมาณ 5 นาที ปรากฏว่า นายสุวโรช พะลัง รองประธานกมธ.ชี้แจงว่า นายบวรศักดิ์ไม่ได้มีไข้ หรือเป็นหวัด เพียงแต่มีน้ำมูกไหล จึงใส่ผ้าปิดปากกันไว้เท่านั้น ดังนั้น ขอให้นายบวรศักดิ์เข้าร่วมประชุมได้  

 
จากนั้นกมธ. จากพรรคเพื่อไทย ได้สอบถามถึงพันธกิจของสถาบันฯ และกล่าวตำหนิว่า สถาบันต้องเป็นหลักในการออกมาต่อต้านการรัฐประหาร แต่การรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา กลับไม่มีความเคลื่อนไหว รวมถึงการอภิปรายโจมตีรัฐธรรมนูญ 50 อาทิ นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย กมธ. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 50 มีปัญหามากโดยเฉพาะ มาตรา 309 ขัดหลักประชาธิปไตยชัดเจน นอกจากนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตเลขาธิการสถาบันฯ ไปร่วมร่าง ทำให้คนพูดกันว่า ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของสถาบันตกต่ำ

 
ขณะที่ นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา พรรคเพื่อไทย กมธ. กล่าวว่า มีเพื่อนส.ส.ไปเรียนที่สถาบันฯ และกลับมาบอกว่า สถาบันฯไม่ให้เกียรติส.ส. ส.ว. และผู้มาบรรยายยังมองสภาในทางลบ บอกว่า ปัญหาในประเทศเกิดจากพฤติกรรมนักการเมือง และนักการเมืองไม่ดี ฉะนั้น แม้ผู้นำสถาบันฯจะรู้สึกไม่ดีต่อนักการเมือง ก็ขอให้อย่าแสดงออก เพราะสถาบันฯ มีพันธกิจในการพัฒนาประชาธิปไตย และไม่ควรนำบุคคลนั้นมาสอนอีก   


นายบวรศักดิ์ ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ตนไม่ได้ร่วมร่าง แต่ขณะนี้ สถาบันฯกำลังศึกษาผลกระทบการบังคับใช้อยู่ และจะเสนอต่อสาธารณะต่อไป และกำลังศึกษาแนวทางการปฏิรูปการเมืองให้เป็นแบบใหม่ และยืนยันว่า ตนต่อต้านการรัฐประหาร ส่วนที่ส.ส. บอกว่า โดนสถาบันฯดูถูก ยืนยันว่า บุคคลากรของสถาบันฯไม่ได้ดูถูกใคร ถ้าเลขาฯและรองเลขาฯทั้ง 2 คน มีพฤติกรรมดังกล่าวก็ต้องรับผิดชอบ แต่คิดว่า ไม่ใช่ผู้บริหารของสถาบันฯ อาจจะเป็นนักศึกษา หรืออาจารย์บางคนที่มาจากมหาวิทยาลัยที่มาบรรยาย อาจแสดงทัศนคติไม่ดีต่อนักการเมือง แต่ก็โดนตอบโต้ในห้องเรียนทันที เช่น นักเรียนแอนตี้ ซึ่งอาจารย์ก็ต้องรับผิดชอบคำพูดของตนเอง และสถาบันฯ จะพิจารณาเปลี่ยนผู้บรรยาย ทั้งนี้ สถาบันฯอยู่ได้เพราะรัฐสภา และยืนยันถึงความตั้งใจในการพัฒนาประชาธิปไตย นอกจากนี้ บ้านเมืองที่มีปัญหาส่วนหนึ่งเพราะ นักวิชาการ ให้ความเห็นมากกว่าให้ความรู้ สถาบันฯจึงเน้นการวิจัย


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://itceoclub.ning.com
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.logex.kmutt.ac.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://icann-ncuc.ning.com
http://www.webmaster.or.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://pwdhutch3.blogspot.com
http://energygreenhealth.com